IoT ตอน 2 : เมื่อโลกเชื่อมต่อความปลอดภัยบนท้องถนนผ่านเทคโนโลยีที่เรียกว่า Telematics

จากบทความที่แล้ว (จับตา อุตสาหกรรมขนส่งและยานยนต์ เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยี Internet of Things (IoT) อย่างไร) ได้เล่าถึงความเกี่ยวข้องระหว่างอุตสาหกรรมยานยนต์ และเทคโนโลยี Telematics ซึ่งเป็นเทคโนโลยีการสื่อสารข้อมูลระหว่างอุปกรณ์ภายในเครือข่ายก่อนที่สังคมจะเข้าสู่ยุค Internet of Things (IoT) ในบทความนี้ จะมาดูกันต่อว่าเมื่อนำความอัจฉริยะของ Telematics และ IoT มาใช้ในอุตสาหกรรมยานยนต์และรถขนส่ง สามารถเพิ่มประสิทธิภาพและสร้างประโยชน์ได้มากมายเพียงใด

แม้ว่าการให้พนักงานขับรถเข้าอบรมการขับขี่ปลอดภัยจะเป็นพื้นฐานแรกเพื่อเพิ่มความปลอดภัยและช่วยลดค่าใช้จ่ายที่อาจเกิดขึ้นจากอุบัติเหตุทั้งทางตรงและทางอ้อม แต่ด้วยเทคโนโลยี Telematics สามารถทำได้มากกว่า ทั้งเพิ่มความปลอดภัยในการขับรถและลดการสูญเสียทรัพยากรเพื่อการบำรุงรักษารถอีกด้วย

การใช้ Telematics สามารถตรวจสอบและควบคุมพฤติกรรมของผู้ขับรถ และนำผลที่ได้มาพัฒนาปรับปรุงการขับรถให้ปลอดภัยมากขึ้น พฤติกรรมการขับรถที่ไม่ปลอดภัย เช่น การเร่งความเร็วกะทันหัน เบรกกะทันหัน เปลี่ยนเลนกะทันหัน และการขับรถด้วยความเร็วสูง เป็นต้น อุปกรณ์ 

 

Telematics จะสามารถตรวจจับและเก็บข้อมูลได้อย่างละเอียด รู้ว่ารถกำลังขับด้วยความเร็วเท่าไรจะมีการแจ้งเตือนเมื่อผู้ขับกำลังเร่งความเร็วมากเกินไป หรือเบรกกะทันหันเพิ่มความปลอดภัยให้ผู้ขับรถและผู้ใช้รถใช้ถนนคนอื่นด้วยเช่นกัน
ปัจจุบัน ยังมีอุปกรณ์ด้าน Image Processing ที่เหนือชั้นไปอีกขั้น เรียกว่า Advance Driver Assistance System (ADAS) ทำหน้าที่ช่วยเฝ้าระวัง ป้องกัน และแจ้งเตือนผู้ขับขี่ด้วยเงื่อนไขต่างๆ เช่น แจ้งเตือนการชนด้านหน้าทั้งรถยนต์หรือคนเดินถนน การเปลี่ยนเลนโดยไม่เปิดไฟเลี้ยว การขับจี้รถคันหน้า การตรวจจับป้ายความเร็ว โดยสามารถแจ้งเตือนผ่านทั้งภาพและเสียงจะทำให้ผู้ขับรถรู้ตัวและเพิ่มความระมัดระวังได้เป็นอย่างดี

Fatigue Monitoring System เป็นอีกหนึ่งอุปกรณ์ Telematics ที่ใช้ Image processing ช่วยแก้ปัญหาความประมาทและอาการหลับในได้ดีที่สุด โดยตรวจจับใบหน้าของผู้ขับรถ เพื่อตรวจสอบความเหนื่อยล้า และการละสายตาออกจากถนน รวมถึงช่วยป้องกันการหลับใน เมื่อตรวจจับพบความผิดปกติบนใบหน้าของผู้ขับรถอุปกรณ์จะแจ้งเตือนให้ผู้ขับรู้ตัวเพื่อระมัดระวัง เช่น หากติดอุปกรณ์ที่เบาะเก้าอี้คนขับ เก้าอี้จะเกิดการสั่นให้พอรู้ตัว เป็นต้น

และสำหรับผู้ควบคุมยานยนต์ที่ต้องการติดตามเหตุการณ์ผ่านกล้อง VDO ด้วยตนเองอีกทางหนึ่ง ขอแนะนำให้รู้จักกับ กล้องตรวจจับภาพ ที่เรียกว่า Mobile Digital Video Recorder (MDVR) สามารถบันทึกและส่งภาพถ่ายวีดิโอการขับรถแบบออนไลน์เข้าสู่ระบบ Cloud และสามารถตัดภาพให้สอดคล้องกับเหตุการณ์ต่างๆ ได้อย่างเหมาะสม โดยผู้ควบคุมสามารถติดตามเหตุการณ์ผ่านกล้อง MDVR ที่ติดตั้งในรถแบบ Real time ได้โดยเห็นมุมมองเสมือนผู้ขับ

การใช้เทคโนโลยีและอุปกรณ์ Telematic นอกจากจะทำให้ผู้ขับรถได้รับการแจ้งเตือนและเฝ้าระวังการขับขี่ให้ปลอดภัยมากที่สุด ยังทำให้ผู้ควบคุมยานยนต์เข้าใจรูปแบบพฤติกรรมและพิจารณาได้ว่าพนักงานขับรถต้องการคำแนะนำหรือการอบรมในเรื่องใด และให้คำแนะนำแก่ผู้ขับรถได้แบบเฉพาะราย รวมถึงสามารถแจ้งข้อมูลการขับขี่ที่เจาะจงแก่ผู้ขับรถด้วยผลจากรายงาน สถิติ หรือ การแจ้งเตือนจากระบบ ทำให้ผู้ขับรถเข้าใจและตระหนักในพฤติกรรมของตนเอง และนำไปปรับปรุงได้อย่างถูกต้องตรงจุด

การใช้ Telematics ไม่เพียงให้ข้อมูลในมุมมองของการขับรถและส่งข้อมูลแบบ Real time เพื่อรักษาความปลอดภัยเท่านั้น แต่ยังให้ข้อมูลที่แสดงถึงการทำงานทั้งหมดของยานยนต์อีกด้วย ซี่งจะช่วยลดการใช้พลังงานสิ้นเปลืองและลดการสึกหรอของเครื่องยนต์ได้ ในตอนต่อไป จะกล่าวถึงประสิทธิภาพของ Telematics ที่ให้ข้อมูลรายละเอียดของเครื่องยนต์ เพื่อช่วยลดการสูญเสียทรัพยากรและการบำรุงรักษารถให้ใช้งานได้ยาวนานอย่างปลอดภัย

ปรึกษาเกี่ยวกับ Solution ของ NOSTRA Logistics ระบบติดตามรถ GPS Tracking และ Telematics
โทร. 02-116-4478, 02-116-4161 โทรสาร .02-678-0321-3

NOSTRA Hotline Service: Tel: (66) 2 615 7998
Email: nostrahotline@cdg.co.th